แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเดช แสนสา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเดช แสนสา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจ้าผู้ครองนครแพร่ยุคประเทศราชของสยาม

โดย ภูเดช แสนสา 


เจ้าผู้ครองนครใน “ล้านนาประเทศ” ช่วงเป็นประเทศราชของ “สยามประเทศ” หรือที่นิยมเรียกทั่วไปว่า “เจ้าหลวง” ในมุมมองของสยามผู้เป็นเจ้าอธิราชถือว่าเป็น “เจ้าเมือง(เจ้าประเทศราช)” 

ส่วนมุมมองของล้านนา รวมถึงในเมืองนครแพร่ถือว่าเป็น “กษัตริย์” ดังปรากฏพระนามแทนเจ้าหลวงนครแพร่แต่ละองค์ว่า “พระกระสัตราธิราช” หรือ “พระองค์สมเด็จพระบรมบัวพิตองค์เปนเจ้า”(เจ้าหลวงอินทวิไชยราชา)1  หรือ “องค์สมเด็จมหาราชหลวง” หรือ “สมเด็จพิมพิสารมหาราช”(เจ้าหลวงพิมพิสารราชา)2 

แต่ทว่าเท่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าหลวงนครแพร่ยังมีความคลาดเคลื่อน ทั้งที่มาของต้นปฐมราชวงศ์ จำนวนองค์เจ้าหลวงที่ขึ้นครองนคร ลำดับการครองนคร ระยะเวลาที่ขึ้นครองนคร ตลอดจนถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเจ้าหลวงองค์ก่อนหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักฐานและในเมืองแพร่เพิ่งเริ่มค้นคว้าถึงเจ้าหลวงองค์ก่อนเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงนครแพร่องค์สุดท้ายช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา


วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

การศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองสะเอียบ


เมืองสะเอียบเป็นหัวเมืองโบราณขนาดเล็กของล้านนา ปัจจุบันมีสถานภาพทางการปกครองตามกระทรวงมหาดไทยเป็นตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 

เมืองสะเอียบแห่งนี้มีหลักฐานในตำนานว่าเคยเป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยมาหลายยุคสมัย และอาจมีการตั้งบ้านเมืองซ้อนทับกันมาแล้วหลายครั้งเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗




วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

“กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕” การต่อต้านสยามของประเทศราชล้านนา เริ่มที่เมืองลอง เมืองต้า แต่ถูกมองข้ามจะกล่าวถึง

โดย  ภูเดช แสนสา


เหตุการณ์ “กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕” ถือเป็นบาดแผลลึกทางประวัติศาสตร์ที่ได้ตีตราประทับให้แก่ “ชาวล้านนา” และ “คนเมืองแพร่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มผู้สืบเชื้อสายเจ้านายของเมืองแพร่ ที่เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้ายกลายเป็น “กบฏ”


บาดแผลลึกทางประวัติศาสตร์นี้ได้เป็นรอยแผลเป็นที่สืบเนื่องมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน ดังปรากฏว่าทายาทจำนวนไม่น้อยไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองเป็นลูกหลานของเจ้าหลวงเมืองแพร่[๒] แต่ทว่าหากเราศึกษาทำความเข้าใจกับบริบทเหตุการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้น ก็จะเข้าใจ รับได้ และถือว่าเป็นเรื่องปกติกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนได้เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยและบริบทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงขณะเวลานั้น ใช่จะรื้อฟื้นความเจ็บปวดของ“ชาวล้านนา”“คนเมืองแพร่”“ผู้สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่” หรือเน้นย้ำความสำเร็จของ “ชาวสยาม”

หากแต่เพื่อต้องการให้เป็นฐานของการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ที่รอการศึกษาต่อยอดให้ครอบคลุมและลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นในอนาคต ไปพร้อมกับสร้างความเข้าใจโดยมองภาพจากทัศนะของท้องถิ่น ตามบริบทเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนั้นให้แก่คนในท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อเป็นฐานสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งระหว่าง “ส่วนกลาง” กับ “ท้องถิ่น” ทดแทนรอยบาดแผลลึกที่เกิดขึ้น เพราะในปัจจุบัน ทั้ง “ชาวสยาม” และ “ชาวล้านนา” ต่างก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันที่เรียกว่า “ประเทศไทย” และเป็น “คนไทย” ด้วยกันแล้ว



วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“เมืองแพร่แห่ระเบิด” เหตุเกิดขึ้นจริงหรืออิงตลก

ภูเดช แสนสา 


คำล้อเลียน “เมืองแป้แห่ระเบิด” หรือ “เมืองแพร่แห่ระเบิด” เป็นสำนวนที่คนจังหวัดแพร่เมื่อออกไปพบปะกับผู้คนต่างจังหวัดมักได้รับการทักทายเมื่อพบหน้าด้วยสำนวนนี้ รวมไปจนถึงในวงเหล้าที่มีเพื่อนฝูงมาจากต่างจังหวัดกัน ก็นิยมยกขึ้นมาแซวกันสนุกปาก อย่างน้อยช่วง พ.ศ.๒๕๐๐ ก็พบว่าได้เกิดคำล้อเลียนนี้ขึ้นแล้ว โดยเฉพาะคนจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับจังหวัดแพร่ เช่น จังหวัดน่านก็นิยมล้อเลียนในช่วงนี้[๑] คนเมืองแพร่ที่ถูกทักทายด้วยสำนวนนี้ บางคนก็รู้สึกงง บางคนก็รู้สึกเฉยๆ บางคนก็รู้สึกตลกขบขัน บางคนก็รู้สึกอาย หรือบางคนก็รู้สึกโกรธ แล้วแต่บุคคลและสถานการณ์ 

ส่วนที่รุนแรงก็คือเคยมีการนำเอาสำนวนนี้ไปกล่าวกระทบกระทั่งกันในที่ประชุมผู้บริหารระดับประเทศในวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และเกิดกรณีพิพาทออกสื่อดังไปทั่วประเทศอยู่หลายวัน ซึ่งก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนว่าสำนวนนี้จริงๆ แล้วจากไหน 

จนกระทั่งช่วงพ.ศ.๒๕๕๓ จึงเกิดการค้นคว้าที่มาทำการอธิบายใหม่เพื่อตอบโจทย์และตอบโต้กับคำล้อเลียนนี้ว่า 

“ระเบิดที่แห่มีจริง ไม่ได้แห่เพราะการไม่รู้จักระเบิดจนแตกตายไปครึ่งเมือง แต่ระเบิดที่กล่าวถึงคือระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔ –๒๔๘๘) นำแห่ไปถวายวัดเพื่อทำระฆังที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่” 

และกลายเป็นคำอธิบายกระแสหลักที่คนทั้งประเทศรับรู้ เพราะมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลิตซ้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางโทรทัศน์ นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ เอกสาร แผ่นพับ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนถึงการเดินทางมาเที่ยวชมในสถานที่จริง แต่ในมุมมองของผู้เขียนกลับไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ เพราะอะไร แล้วคำล้อเลียนนี้มาจากไหน เป็นเรื่องที่เกิดจากการแห่ระเบิดไปทำระฆังจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำล้อเลียนเพื่ออิงความตลกขบขัน ท่านผู้อ่านลองพิจารณาไปทีละประเด็นได้ตามที่ผู้เขียนนำมาเสนอในบทความฉบับนี้


วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“เมืองมาน” ด่านใต้เมืองนครแพร่

ภูเดช แสนสา 1

อาณาบริเวณพื้นที่จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน อดีตเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณจำนวนหลายเมืองได้แก่ เมืองแพร่ (อำเภอเมือง อำเภอร้องกวาง อำเภอหนองม่วงไข่), เมืองสอง (อำเภอสอง), เมืองลอง (อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น และบางส่วนของอำเภอเด่นชัย), เมืองตรอกสลอบ (อำเภอวังชิ้น), เมืองช้างสาร (เมืองสวก, บางส่วนของตำบลต้าผามอกและบางส่วนของตำบลบ้านปิน อำเภอลอง), เมืองต้า (ตำบลเวียงต้าและตำบลต้าผามอก อำเภอลอง), เมืองสะเอียบ (ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง) และรวมถึง “เมืองมาน” หรือ “เมืองแสนหลวง” ที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวต่อไปนี้


ภาพจาก คุณมิซึโฮะ อิเคดะ นักศึกษาปริญญาเอก  ภาควิชามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเซดะ ประเทศญี่ปุ่น

เมืองมาน เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศใต้ของเมืองนครแพร่ อาณาเขตของเมืองมานในอดีตครอบคลุมบริเวณอำเภอสูงเม่นและบางส่วนอำเภอเด่นชัย มีน้ำแม่มานเป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลมาจากดอยพญาผ่อผ่านเมืองมานไปลงแม่น้ำยมที่บ้านร่องแดง (ตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น) จึงนำชื่อแม่น้ำมาตั้งเป็นชื่อเมือง ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏมีการศึกษาเรื่องเมืองมานอย่างเป็นรูปธรรม ผู้เขียนจึงได้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับเมืองมานเท่าที่ปรากฏในขณะนี้ ประมวลภาพของความเป็นเมืองมานมานำเสนอเป็นเบื้องต้น เพื่อให้คนในพื้นที่หรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าร่วมกันต่อไป


Shrae