แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจ้าผู้ครองนครแพร่ยุคประเทศราชของสยาม

โดย ภูเดช แสนสา 


เจ้าผู้ครองนครใน “ล้านนาประเทศ” ช่วงเป็นประเทศราชของ “สยามประเทศ” หรือที่นิยมเรียกทั่วไปว่า “เจ้าหลวง” ในมุมมองของสยามผู้เป็นเจ้าอธิราชถือว่าเป็น “เจ้าเมือง(เจ้าประเทศราช)” 

ส่วนมุมมองของล้านนา รวมถึงในเมืองนครแพร่ถือว่าเป็น “กษัตริย์” ดังปรากฏพระนามแทนเจ้าหลวงนครแพร่แต่ละองค์ว่า “พระกระสัตราธิราช” หรือ “พระองค์สมเด็จพระบรมบัวพิตองค์เปนเจ้า”(เจ้าหลวงอินทวิไชยราชา)1  หรือ “องค์สมเด็จมหาราชหลวง” หรือ “สมเด็จพิมพิสารมหาราช”(เจ้าหลวงพิมพิสารราชา)2 

แต่ทว่าเท่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าหลวงนครแพร่ยังมีความคลาดเคลื่อน ทั้งที่มาของต้นปฐมราชวงศ์ จำนวนองค์เจ้าหลวงที่ขึ้นครองนคร ลำดับการครองนคร ระยะเวลาที่ขึ้นครองนคร ตลอดจนถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเจ้าหลวงองค์ก่อนหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักฐานและในเมืองแพร่เพิ่งเริ่มค้นคว้าถึงเจ้าหลวงองค์ก่อนเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงนครแพร่องค์สุดท้ายช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา


วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

จากความรู้สึกสู่ผืนผ้าใบ ถ่ายทอดรูปลักษณ์และศรัทธา ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง


ช่วงนี้ เมืองแพร่มีงานแสดงภาพวาดที่จินเจอร์เบรด เฮ้าส์ แกลลอรี ตรงหัวมุมแยกโรงพัก ถนนเจริญเมือง เป็นงานแสดงศิลปะไทยร่วมสมัย ในหัวข้อ "กาลเวลาแห่งรูปลักษณ์และศรัทธา" Time of Appearance and Faith โดย ธนาณุพงศ์ ณภัคพงศ์ชัย ศิลปินชาวแพร่ ซึ่งมีผลงานจัดแสดงมาแล้วหลายแห่ง






ก่อนถึงวันเปิดงาน เรามีโอกาสได้ไปนั่งคุยกับศิลปินผู้วาดภาพ ณ บ้านพักย่านทุ่งกวาว เกี่ยวกับการจัดแสดงในครั้งนี้ ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นการแสดงภาพวาดแนวปรัชญา เพียงเดี่ยวๆคนเดียวเป็นครั้งแรกในเมืองแพร่


วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

การศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองสะเอียบ


เมืองสะเอียบเป็นหัวเมืองโบราณขนาดเล็กของล้านนา ปัจจุบันมีสถานภาพทางการปกครองตามกระทรวงมหาดไทยเป็นตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 

เมืองสะเอียบแห่งนี้มีหลักฐานในตำนานว่าเคยเป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยมาหลายยุคสมัย และอาจมีการตั้งบ้านเมืองซ้อนทับกันมาแล้วหลายครั้งเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗




วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

“กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕” การต่อต้านสยามของประเทศราชล้านนา เริ่มที่เมืองลอง เมืองต้า แต่ถูกมองข้ามจะกล่าวถึง

โดย  ภูเดช แสนสา


เหตุการณ์ “กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕” ถือเป็นบาดแผลลึกทางประวัติศาสตร์ที่ได้ตีตราประทับให้แก่ “ชาวล้านนา” และ “คนเมืองแพร่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มผู้สืบเชื้อสายเจ้านายของเมืองแพร่ ที่เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้ายกลายเป็น “กบฏ”


บาดแผลลึกทางประวัติศาสตร์นี้ได้เป็นรอยแผลเป็นที่สืบเนื่องมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน ดังปรากฏว่าทายาทจำนวนไม่น้อยไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองเป็นลูกหลานของเจ้าหลวงเมืองแพร่[๒] แต่ทว่าหากเราศึกษาทำความเข้าใจกับบริบทเหตุการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้น ก็จะเข้าใจ รับได้ และถือว่าเป็นเรื่องปกติกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนได้เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยและบริบทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงขณะเวลานั้น ใช่จะรื้อฟื้นความเจ็บปวดของ“ชาวล้านนา”“คนเมืองแพร่”“ผู้สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่” หรือเน้นย้ำความสำเร็จของ “ชาวสยาม”

หากแต่เพื่อต้องการให้เป็นฐานของการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ที่รอการศึกษาต่อยอดให้ครอบคลุมและลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นในอนาคต ไปพร้อมกับสร้างความเข้าใจโดยมองภาพจากทัศนะของท้องถิ่น ตามบริบทเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนั้นให้แก่คนในท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อเป็นฐานสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งระหว่าง “ส่วนกลาง” กับ “ท้องถิ่น” ทดแทนรอยบาดแผลลึกที่เกิดขึ้น เพราะในปัจจุบัน ทั้ง “ชาวสยาม” และ “ชาวล้านนา” ต่างก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันที่เรียกว่า “ประเทศไทย” และเป็น “คนไทย” ด้วยกันแล้ว



วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

GBHG ย่อจากจินเจอร์เบรดเฮาส์แกลเลอรี่

จินเจอร์เบรดเฮาส์แกลเลอรี่  พอย่อแล้ว เหลือ GBHG ทำให้เรียกง่ายขึ้น   มันกลายเป็นสถานที่นัดพบได้เลย  

เมื่อวานพาครูเกมเข้ามารู้จักกับชิน  ที่นี่ 

ชินเล่าว่า "ค่ำนี้ที่Ginger Bread House&Gallery มีผู้คนไม่มากนักเท่าวันแรก แต่ก่อนจะปิดร้านช่วงสองทุ่มครึ่งมีนักท่องเที่ยวสองคน สุภาพสตรีหน้าตาเหมือนคนไทยมากจนหน้าแตก เพราะทักเป็นภาษาไทย เธอเป็นชาวปีนังมาเมืองแพร่ครั้งแรกกับเพื่อนชาวเนเธอร์แลนด์...กินข้าวที่ประตูชัย นอนที่โรงแรมทุ่งศรีไพบูลย์(ทั้งสองบอกว่าโรงแรมเก่ามากๆ...แต่ผู้คนน่ารักมากแอบภูมิใจเล็กๆ) 


วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“เมืองแพร่แห่ระเบิด” เหตุเกิดขึ้นจริงหรืออิงตลก

ภูเดช แสนสา 


คำล้อเลียน “เมืองแป้แห่ระเบิด” หรือ “เมืองแพร่แห่ระเบิด” เป็นสำนวนที่คนจังหวัดแพร่เมื่อออกไปพบปะกับผู้คนต่างจังหวัดมักได้รับการทักทายเมื่อพบหน้าด้วยสำนวนนี้ รวมไปจนถึงในวงเหล้าที่มีเพื่อนฝูงมาจากต่างจังหวัดกัน ก็นิยมยกขึ้นมาแซวกันสนุกปาก อย่างน้อยช่วง พ.ศ.๒๕๐๐ ก็พบว่าได้เกิดคำล้อเลียนนี้ขึ้นแล้ว โดยเฉพาะคนจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับจังหวัดแพร่ เช่น จังหวัดน่านก็นิยมล้อเลียนในช่วงนี้[๑] คนเมืองแพร่ที่ถูกทักทายด้วยสำนวนนี้ บางคนก็รู้สึกงง บางคนก็รู้สึกเฉยๆ บางคนก็รู้สึกตลกขบขัน บางคนก็รู้สึกอาย หรือบางคนก็รู้สึกโกรธ แล้วแต่บุคคลและสถานการณ์ 

ส่วนที่รุนแรงก็คือเคยมีการนำเอาสำนวนนี้ไปกล่าวกระทบกระทั่งกันในที่ประชุมผู้บริหารระดับประเทศในวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และเกิดกรณีพิพาทออกสื่อดังไปทั่วประเทศอยู่หลายวัน ซึ่งก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนว่าสำนวนนี้จริงๆ แล้วจากไหน 

จนกระทั่งช่วงพ.ศ.๒๕๕๓ จึงเกิดการค้นคว้าที่มาทำการอธิบายใหม่เพื่อตอบโจทย์และตอบโต้กับคำล้อเลียนนี้ว่า 

“ระเบิดที่แห่มีจริง ไม่ได้แห่เพราะการไม่รู้จักระเบิดจนแตกตายไปครึ่งเมือง แต่ระเบิดที่กล่าวถึงคือระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔ –๒๔๘๘) นำแห่ไปถวายวัดเพื่อทำระฆังที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่” 

และกลายเป็นคำอธิบายกระแสหลักที่คนทั้งประเทศรับรู้ เพราะมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลิตซ้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางโทรทัศน์ นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ เอกสาร แผ่นพับ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนถึงการเดินทางมาเที่ยวชมในสถานที่จริง แต่ในมุมมองของผู้เขียนกลับไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ เพราะอะไร แล้วคำล้อเลียนนี้มาจากไหน เป็นเรื่องที่เกิดจากการแห่ระเบิดไปทำระฆังจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำล้อเลียนเพื่ออิงความตลกขบขัน ท่านผู้อ่านลองพิจารณาไปทีละประเด็นได้ตามที่ผู้เขียนนำมาเสนอในบทความฉบับนี้


วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“เมืองมาน” ด่านใต้เมืองนครแพร่

ภูเดช แสนสา 1

อาณาบริเวณพื้นที่จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน อดีตเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณจำนวนหลายเมืองได้แก่ เมืองแพร่ (อำเภอเมือง อำเภอร้องกวาง อำเภอหนองม่วงไข่), เมืองสอง (อำเภอสอง), เมืองลอง (อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น และบางส่วนของอำเภอเด่นชัย), เมืองตรอกสลอบ (อำเภอวังชิ้น), เมืองช้างสาร (เมืองสวก, บางส่วนของตำบลต้าผามอกและบางส่วนของตำบลบ้านปิน อำเภอลอง), เมืองต้า (ตำบลเวียงต้าและตำบลต้าผามอก อำเภอลอง), เมืองสะเอียบ (ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง) และรวมถึง “เมืองมาน” หรือ “เมืองแสนหลวง” ที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวต่อไปนี้


ภาพจาก คุณมิซึโฮะ อิเคดะ นักศึกษาปริญญาเอก  ภาควิชามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเซดะ ประเทศญี่ปุ่น

เมืองมาน เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศใต้ของเมืองนครแพร่ อาณาเขตของเมืองมานในอดีตครอบคลุมบริเวณอำเภอสูงเม่นและบางส่วนอำเภอเด่นชัย มีน้ำแม่มานเป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลมาจากดอยพญาผ่อผ่านเมืองมานไปลงแม่น้ำยมที่บ้านร่องแดง (ตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น) จึงนำชื่อแม่น้ำมาตั้งเป็นชื่อเมือง ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏมีการศึกษาเรื่องเมืองมานอย่างเป็นรูปธรรม ผู้เขียนจึงได้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับเมืองมานเท่าที่ปรากฏในขณะนี้ ประมวลภาพของความเป็นเมืองมานมานำเสนอเป็นเบื้องต้น เพื่อให้คนในพื้นที่หรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าร่วมกันต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมาคมสถาปนิกล้านนามอบ ๙ รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมให้เมืองแพร่

หมายเหตุ - ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่


เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมสถาปนิกล้านนาได้มอบรางวัลให้อาคารและบ้านหลายๆหลังในเมืองแพร่

การมอบรางวัลครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการที่คณะกรรมการจากสมาคมสถาปนิกล้านนาได้มาเยี่ยมชมและร่วมสำรวจกับชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมี "สาวิตรี ณ หงสา" สถาปนิกจากเทศบาลเมืองแพร่ เป็นผู้ประสานงาน

  


สมาคมสถาปนิกล้านนาได้ประกาศให้เจ้าของหรือผู้ดูแลสถานที่ รับรางวัลจากนายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในงาน สถาปนิกล้านนา ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม ณ เชียงใหม่ฮอลล์ แอร์พอร์ตพลาซ่า จ.เชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น ๙ รางวัล ดังนี้


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ย่ำโคลน ลุยสวนพริก หาเศษกระเบื้อง

วันที่ 14 ธันวาคม 2555

เราย้อนไปที่สวนพริกพี่สำราญ  พี่นิง  เพื่อทำกริด หรือ กำหนดตารางพื้นที่ทำงาน   แล้วเก็บเศษกระเบื้อง  เศษถ้วยชามที่ตกอยู่บริเวณนั้น    บางพื้นที่ถูกขุดหน้าดินออกไปแล้วเพราะชาวสวนปรับเป็นพื้นสวนพื้นนาที่ให้น้ำกระจายได้ทั่วถึง   จึงเห็นเศษโบราณวัตถุมาก  คาดว่าถ้ามีการขุดลึกลงไปก็จะพบเจออีกเยอะ

แผนที่ทางอากาศ แสดงพื้นที่เป้าหมายการสำรวจ  เน้นแนวคันดิน


วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

50 ขาลาก 36 บอกว่าสู้ๆ

13 ธ.ค. 55 ไปสำรวจซ้ำที่แนวคันดินของแม่คำมีท่าล้อ   เจอกับไย้นิงพี่สำราญที่สวนพริก   (เช้านี้  14 ธค.จะไปสวนพริก   ทำกริดสำรวจละเอียดขึ้น)

ช่วงบ่ายลงทุ่ง  แล้วฝ่ายแม่คำมีก็พาไปลัดทุ่งอีก   รองวิชา  พี่จอน และ หน้อยพงศักดิ์

พอเสร็จงานตอนสี่โมง   คนอายุ 50 เดินขาลาก  คนญี่ปุ่นอายุ 36 บอกเป็นคำไทยว่า สู้ๆๆ  

อีหนูเอ้อย    เมื่อคืนลุงนอนจับไข้ทั้งคืน  ไม่มีแรงลุกมาดูดาวตกเลย





วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำไงดี ตึกราชพัสดุ บนประตูชัย

อาคารที่ราชพัสดุ  ได้กลับคืนมาเป็นของหลวงแล้ว  หลังจากผู้เช่ารายเดิม (ร้านมิตรประกาย) หมดสัญญา   องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ จึงปรับปรุง    ข่ายลูกหลานเมืองแพร่  ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่  กลุ่มคนศิลป์   จึงร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์กิจกรรม  เพื่อให้ตึกนี้เป็นที่รวมใจ ของคนแพร่    

วันที่ 9 ธันวามคมที่ผ่านมาจึงมีการประชุมกลุ่มเรียกน้ำย่อย  และจะนำเสนอในโอกาสต่อไป




วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แผ่นพับถนนเจริญเมือง



แกะรอยสถาปัตยกรรมย่านเจริญเมือง Arch Trailของดีย่านการค้า ถนนเจริญเมือง จังหวัดแพร่แผนที่ของดีย่านการค้า ถนนเจริญเมือง จ.แพร่

โดย "โครงการฟื้นฟูเมืองการอยู่อาศัยในส่วนภูมิภาค พื้นที่ชุมชนเมืองแพร่" สาขาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และการเคหะแห่งชาติ
หมายเหตุ - มีเรื่องรบกวนเล็กน้อยครับ เนื่องจากจะมีการปรับปรุงแก้ไขแผ่นพับชุดนี้ ใครมีข้อมูลใดเพิ่มเติมหรือต้องการแก้ไขส่วนไหน แจ้งกันได้นะครับ

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การสำรวจพื้นที่ชุมชนโบราณในจังหวัดแพร่


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
กาดกองเก่าได้มีโอกาสจัดเวทีบอกเล่าประสบการณ์การค้นคว้ามรดกวัฒนธรรมของคุณมิซึโฮะ อิเคดะ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเซดะ ประเทศญี่ปุ่น



หลังจากที่เธอได้ลงพื้นที่สำรวจชุมชนโบราณในจังหวัดแพร่ รวมทั้งสิ้น ๙ แห่ง
ได้แก่
๑. ต้นผึ้ง บ้านกลาง อ.สอง
๒. เวียงเทพ ห้วยหม้าย อ.สอง
๓. แม่คำมีวังช้าง อ.เมืองแพร่
๔. เวียงเหนือ บ้านเวียง อ.ร้องกวาง
๕. แม่บงเหนือ หัวทุ่ง อ.ลอง
๖. แม่รัง หัวทุ่ง อ.ลอง
๗.ไฮสร้อย / โกรนหลวง อ.ลอง
๘. ห้วยสวก อ.ลอง
๙. ตรอกสลอบ อ.วังชิ้น

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เพลงเมืองแป้บ้านเฮา

โดย ชินวร ชมพูพันธ์

*** บทความนี้เต็มไปด้วยความคิดเห็นที่ไม่เป็น กลาง และเต็มไปด้วยความชื่นชมส่วนตัว ***

ตั้งแต่ได้รู้จักกับน้อง ๆ วงกาสะลอง ที่มาร่วมแสดงในงานแอ่วกาดกองเก่า ที่ถนนคำลือ เมื่อปลายปีที่แล้วสิ่งหนึ่งที่ประทับใจต่อวงดนตรีนี้คือการที่ทุกคนมีน้ำใจ และอยากเห็นสิ่งดีดีเกิดขึ้นในบ้านเกิดอันเป็นที่รัก 

น้องๆเล่าให้ฟังว่าได้เห็นสิ่งดีจากเชียงใหม่ที่มีวงดนตรีไม้เมือง เล่นในกาดถนนงัวลาย พอมาเห็นว่าที่เมืองแพร่อยากจะจัดตลาดนัดพื้นเมือง ทีมวงกาสะลองไม่รอช้า ไม่ต้องไปเชิญ แค่เห็นใบปลิวก็แทบจะรีบปลิวมาร่วมและยังใจดีเอาผลงานมาแจกฟรีๆให้ พ่อ แม่ พี่น้องในกาดกองเก่าได้ติดมือกลับบ้านไปด้วย แค่นี้ก็น่าปลื้มแล้ว 

และเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็ได้ฟังผลงานเต็มอัลบั้มของกาสะลอง ชื่อชุดว่า “เมืองแป้ บ้านเฮา” แนวดนตรีเป็นโฟล์คป็อปคำเมืองผสมสะล้อ ซอ ซึง และดนตรีพื้นเมืองอีกหลายชิ้นถือเป็นนวัตกรรมทางดนตรีพื้นเมืองที่น่าสนใจ ผมจะลองเล่าเนื้อหาให้อ่านกันนะครับ

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

สภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลา หนุนประเพณีสืบชาตาตานข้าวใหม่

ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวางจังหวัดแพร่ มีทั้งหมด 10 หมู่บ้าน มี 4 วัด ที่วัดน้ำเลานี้มีศรัทธา 6 หมู่บ้าน

ชาวบ้านเล่าว่า วัดนี้มีคนนิยมมาตานขันข้าว มาทำบุญ คนเต็มมาวิหารซึ่งมีอายุ 20 ปีแล้ว วิหารทรงสูงกว่ารูปแบบวิหารล้านนาทั่วไป มีบานประตูหน้าต่างแกะสลักสวยงาม ธรรมมาสน์ก็งาม
ประเพณีที่วัดนี้มีแปลกไปจากวัดอื่นในตำบลเดียวกัน ในวันเพ็ญเดือน 4 เหนือ การตานข้าวใหม่จะเพิ่มการสืบชาตา

ลุง เปี่ยง หนุ่มน้อยนุ่งกางเกงยีนส์ (อายุ 70 ปี !) ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลา วันนี้ทำหน้าที่พิธีกรด้วย เล่าให้ฟังว่า ปีนี้ได้ข้าวสารถึง 204 ถัง เงิน 3 หมื่นกว่าบาท จาก 600 กว่าครอบครัว 

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

แพรพรรณหม้อห้อมแพร่

โดย วุฒิไกร ผาทอง  ๓๑ พ.ค. ๒๕๕๔  


หม้อห้อมอยู่คู่เมืองแพร่มานานนับร้อย ๆ ปี  ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วเป็นเศษเสี้ยวของเวลาที่มีหลักฐานว่ามีหม้อห้อมเกิดขึ้นในโลก ที่ประเทศจีนว่าไว้กว่า ๕,๐๐๐ปี ที่อียิปต์ก็กว่า ๒,๐๐๐ ปี ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกก็มีหม้อห้อม แต่ไม่ได้เรียกอย่างเรา



พื้นที่จังหวัดแพร่ได้มีกลุ่มชนชาติ ไท-ลาว อพยพเข้ามาอยู่อาศัยหลายช่วง ถ้านับว่าพ่อขุนพญาพลพาผู้คนมาจากเชียงแสนเพื่อสร้างเมืองแพร่ ก็คือพันกว่าปีก่อน

แล้วประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้ ในช่วงสมัยกรุงธนบุรี จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองแพร่ก็ได้พาไพร่พลมาจากสิบสองปันนา จากเชียงแสน จากแขวงเชียงขวางประเทศลาวอีก 

คนเหล่านี้ก็ล้วนมีความรู้ด้านหม้อห้อม ซึ่งน่าจะรวมถึงคนพื้นเพเดิมด้วย เพราะพืชพรรณที่ให้สีครามมีอยู่ทั่วไป ทั่วโลก คนสมัยก่อน ต่างก็ผลิตเสื้อผ้าใช้เองทั้งนั้น ปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ทอผ้า ย้อมผ้ากันเอง แล้วก็เลิกทำเองก็เมื่อมีระบบการค้าขายกับต่างแดนอย่างจริงจัง

Shrae